เมษายน 8, 2020

Code 8: ล่าคนโคตรพลัง

ก่อนอื่นต้องขอเกริ่นว่าหนังเรื่องนี้  ถูกสร้างโดยการระดมทุนโดยมีการสร้างเป็นหนังสั้นมาก่อนในปี 2016 โดยสองพี่น้อง สตีเฟ่น และ ร็อบบี้ แอเมลล์  นักแสดงจากซีรีย์ The Arrow และ The Flash  หลังจากหนังสั้นถูกปล่อยออกไป สามารถระดมทุนจากผู้สนใจหนังเรื่องนี้ได้ถึง 2.4 ล้านเหรียญ ซึ่งเกินเป้าที่ตั้งไว้เพียง 200,000 เหรียญเท่านั้น  เพราะฉะนั้นบอกได้เลยว่าแต่ละฉากนั้นสุดอลังการและตื่นตาตื่นใจแน่นอน   ทีมผู้สร้างหนังบอกว่าการสร้างหนังเรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากหนังเรื่อง Chappie และ District 9 ที่เป็นหนังแนวไซไฟสุดล้ำก่อนหน้านี้  ก็คงไม่ต้องบอกว่าหนังเรื่องนี้น่าจะออกมาในแนวที่ใกล้เคียงกัน

หลายปีที่ผ่านมาเราได้เห็นหนังแนวไซไฟเกี่ยวกับผู้มีพลังพิเศษเหนือมนุษย์ที่ผ่านการเล่าเรื่องหลากหลายรูปแบบโดยเฉพาะแนวซุปเปอร์ฮีโร่ของค่ายยักษ์ใหญ่ ที่แฟนหนังให้การต้อนรับและทำรายได้มหาศาลแทบทุกเรื่อง  แต่ใน Code 8 เราจะได้เห็นพล๊อตเรื่องที่สนุกแตกต่างออกไปจากแนวเดิม ๆ พระเอกอาจจะไม่ได้เป็นซุปเปอร์ฮีโร่อย่างที่เราคุ้นเคยกัน

โดยหนังจะเล่าเรื่องของมนุษย์กลุ่มหนึ่งประมาณ 4% ของจำนวนประชากรโลกทั้งหมด  ที่มีพลังพิเศษ    ติดตัวมาตั้งแต่เกิด  ด้วยความหวาดกลัวลึก ๆ ของสังคมคนส่วนใหญ่  รัฐบาลจึงไม่ยอมให้เหล่าผู้มีพลังเหนือมนุษย์เหล่านี้มีวิถีชีวิตดังเช่นปุถุชนคนทั่วไป เมืองลินคอล์นจึงเป็นที่สำหรับพวกเขา  ทุกอย่างในเมืองถูกสร้างขึ้นเพื่อควบคุมการดำเนินชีวิตและความเป็นอยู่  ถูกจำกัดบริเวณ  มีกฎหมายพิเศษควบคุมโดยหากมีคนทำผิดกฎก็จะมีหุ่นยนต์สุดไฮเทคและฉลาดล้ำคอยตามไล่ล่าอย่างไม่ลดละ

“คอร์เนอร์ รีด” (Robbie Amell) ชายหนุ่มผู้มีพลังพิเศษในการใช้พลังงานไฟฟ้า  ถูกชักจูงให้ร่วมมือกับ“การ์เรต”  (Stephen Amell)   ซึ่งเป็นแก๊งอาชญากรที่กำลังวางแผนปล้นธนาคารโดยอาศัยพลังพิเศษจากกลุ่มคนเหล่านี้  คอร์เนอร์ไม่มีทางเลือกเพราะแม่ของเขากำลังป่วยด้วยโรคร้ายและเขาต้องการเงินมารักษาแม่โดยเร็วที่สุด โดยการ์เรต เป็นเหมือนคนเปิดโลกที่ทำให้คอร์เนอร์ค้นพบว่าตัวเองพี่พลังพิเศษ  และเขาก็คืออาชญากรที่ทำงานให้กับลอร์ดมาคัส (Greg Bryk) ซึ่งเป็นผู้ค้ายาชื่อดังของเมืองลินคอล์น  ในขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่สืบสวนพิเศษที่คอยตามไล่ล่าเหล่าผู้มีพลังพิเศษอย่างเจ้าหน้าที่ “ปาร์ค”  (Sung Kung) ก็วางแผนปราบปรามอาชญากรอย่าง    คอร์เนอร์เช่นกัน  การดำเนินเรื่องของหนังก็ดูสนุกและน่าตื่นเต้นโดยเฉพาะช่วงต้นเรื่องที่หยิบเอาหนังสั้นเดิมมาเติมโครงเรื่องเพื่อวางพล๊อตให้กับเนื้อเรื่องที่มีความยาว 90 กว่านาที  สำหรับเหล่าตัวสมทบในทีมผู้มีพลังพิเศษทั้งหลาย  ก็เป็นตัวสร้างสีสันให้กับหนังอยู่บ้างแม้คิดว่าจริง ๆ แล้วน่าจะมีบทบาทมากกว่านี้  แต่โดยรวมแล้วก็ถือว่าหนังดูสนุกโหดระห่ำในระดับที่เร้าใจพอสมควร

สำหรับคะแนนจากผู้วิจารณ์หนังก็สูงพอตัว ฝั่งนักวิจารณ์ได้ที่ 80% (จาก 10 คน) ที่คะแนน 7/10 และฝั่งคนดูทั่วไป 71%  เรียกได้ว่าคะแนนดีขนาดนี้น่าจะการันตีคุณภาพหนังเรื่องนี้ให้ได้ในระดับนึงเลย